ในยุค Digital Transformation องค์กรส่วนใหญ่เริ่มก้าวเข้าสู่การใช้ระบบคลาวด์และซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยมากขึ้น แต่กลับมีปัญหาคอขวดที่ยังคงอยู่ นั่นคือ “งานเอกสารที่ต้องใช้แรงงานคน”

ไม่ว่าจะเป็นใบแจ้งหนี้ กองเอกสารจัดซื้อ หรือสัญญาทางกฎหมายที่ซับซ้อน พนักงานยังต้องเสียเวลาไปกับการคีย์ข้อมูล ซึ่งไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองเวลา แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ที่อาจส่งผลเสียต่อการเงินและภาษีของบริษัท เรามาทำความรู้จักกับทางออกที่ดีที่สุดนั่นคือการผสานพลังระหว่าง RPA และ OCR

RPA & OCR คืออะไร?

  • RPA (Robotic Process Automation): หุ่นยนต์ซอฟต์แวร์ที่เลียนแบบการกระทำของมนุษย์ในการคลิก คัดลอก และบันทึกข้อมูลในระบบต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง

  • OCR (Optical Character Recognition): เทคโนโลยี “ดวงตาอัจฉริยะ” ที่ช่วยแปลงภาพถ่ายหรือไฟล์ PDF ให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ทันที

เมื่อสองเทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกัน จะกลายเป็น Intelligent Automation ที่เข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงานแบบ Manual ให้เป็นระบบอัตโนมัติ 100%

3 แผนกสำคัญที่ RPA & OCR จะเข้าไปปฏิวัติประสิทธิภาพการทำงาน

kdc แผนผังการทำงาน RPA และ OCR ช่วยตรวจจับใบแจ้งหนี้ Matching PO ในแผนกบัญชี

1. แผนกบัญชีและการเงิน (Finance & Accounting)

กระบวนการเดิม: พนักงานต้องเปิดใบแจ้งหนี้ (Invoices) หรือใบเสร็จจากซัพพลายเออร์นับร้อยรายที่มีรูปแบบต่างกัน นำมาพิมพ์ข้อมูล ตัวเลข ภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ผู้เสียภาษี และรายการสินค้าลงในระบบ ERP (เช่น SAP) ทีละฉบับ ซึ่งเสี่ยงต่อการคีย์ข้อมูลผิดและเสียเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน

การนำ RPA & OCR มาปรับใช้:

OCR: ทำหน้าที่สแกนและอ่านข้อมูลจากไฟล์ภาพหรือ PDF ของใบแจ้งหนี้โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าฟอร์มจะหน้าตาแบบไหนก็ตาม

RPA: ดึงข้อมูลที่ OCR อ่านได้วิ่งเข้าสู่ระบบ Matching เพื่อตรวจสอบความถูกต้องกับใบสั่งซื้อ (PO – Purchase Order) และบันทึกบัญชี (Journal Vouchers) ในระบบ ERP ทันทีโดยที่มนุษย์ไม่ต้องพิมพ์เองแม้แต่บรรทัดเดียว

kdc ผังการทำงานแผนกจัดซื้อ ใช้ OCR แปลงเอกสารส่งของ และ RPA ตรวจสอบรายการสั่งซื้อ

2. แผนกจัดซื้อ (Procurement / Purchasing)

กระบวนการเดิม: ต้องตรวจรับเอกสารการจัดส่งสินค้า (Shipping Documents / Delivery Notes) และใบเสนอราคา (Quotations) เพื่อเทียบเคียงรายการกับสิ่งที่สั่งซื้อจริง ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดสูงมาก

การนำ RPA & OCR มาปรับใช้:

OCR: แปลงข้อความจากเอกสารส่งของหน้างานให้เป็นดิจิทัล

RPA: ทำหน้าที่เปรียบเทียบ (Cross-check) ข้อมูลราคาระหว่างใบเสนอราคากับใบส่งของ หากข้อมูลตรงกัน ระบบจะบันทึกเข้าสู่ระบบจัดเก็บเอกสารอัตโนมัติ (Document Management System) และแจ้งเตือนทีมงานเฉพาะกรณีที่มีความผิดพลาดเท่านั้น ช่วยลดภาระของพนักงานในการตรวจเอกสารที่ถูกต้องแล้ว

KDC การใช้ RPA และ OCR ในแผนกกฎหมาย จัดการสัญญาและติดตามวันหมดอายุอัตโนมัติ

3. แผนกกฎหมายและสัญญา (Legal & Compliance)

กระบวนการเดิม: การจัดการสัญญา (Contract Management) มักเป็นเรื่องยุ่งยาก ทั้งการเก็บไฟล์ การหาข้อมูลสำคัญ และการติดตามวันหมดอายุสัญญาที่มักจะหลุดรอดไปหากไม่ได้ทำระบบไว้

การนำ RPA & OCR มาปรับใช้:

การตรวจสอบสัญญา: ใช้ OCR แปลงไฟล์สัญญาที่เป็น PDF หรือรูปภาพให้อยู่ในรูปของข้อความที่ค้นหาได้

การจัดการสัญญา: ใช้ RPA ช่วยดึงข้อมูลสำคัญ เช่น วันที่เริ่มต้น-สิ้นสุดสัญญา, คู่สัญญา หรือเงื่อนไขการต่อสัญญาอัตโนมัติ มาเก็บบันทึกไว้ในฐานข้อมูล และให้ระบบแจ้งเตือนก่อนสัญญาหมดอายุโดยอัตโนมัติ

บทสรุป

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนระบบซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการ “สนับสนุน” ทีมงานด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยจัดการงานซ้ำซากแทนพวกเขา เมื่อ RPA และ OCR เข้ามาดูแลงานเอกสาร พนักงานของคุณก็จะมีเวลาไปมุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการพัฒนาองค์กรให้เติบโตได้รวดเร็วกว่าคู่แข่ง

องค์กรของคุณพร้อมที่จะเพิ่มประสิทธิภาพด้วย RPA & OCR แล้วหรือยัง บริษัท กรุงเทพคลังเอกสาร จำกัด (KDC) พร้อมเป็นพันธมิตรในการยกระดับกระบวนการทำงานขององค์กรคุณ
สนใจปรึกษาเรื่อง RPA และ OCR ได้ที่: